คอลัมน์ “สกอร์บอร์ด” โดย “แมวดำ”

ภายหลังการออกมาร่วมแถลงข่าวระหว่าง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ถึงกรณีมีนักฟุตบอล ผู้บริหารทีม รวมถึงผู้ตัดสิน แห่งศึกฟุตบอลไทยลีก รวม 12 ราย เกี่ยวข้องกับการล็อกผลการแข่งขันเพื่อให้ได้ผลตามโต๊ะพนันต้อง กลายเป็นข่าวฉาวฮือฮาในวงการกีฬาไทย

จริงๆ ความไม่สุจริตของฟุตบอลไทยลีก มีข่าวคราวมานานแล้ว แต่ไม่สามารถจับต้องได้ ซึ่งมีการร่วมมือกับ “สปอร์ต เรดาร์” หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตกีฬา และเฝ้าระวัง ข้อมูลการพนัน กับ การกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย มานานแล้ว ตั้งแต่สมัยนายวรวีร์ มะกูดี เป็นนายกสมาคมฟุตบอลฯ

ช่วงนั้นก็มีการสั่งจับตาเป็นพิเศษ โดยมอบหมายให้ “ทรูวิชั่นส์” เจ้าของลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดประสานไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ “คสช.” ส่งต่อความร่วมมือไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วแปะมือกับ ตำรวจสากล “อินเตอร์โพล” แต่เรื่องราวกลับเงียบหายไปร่วม 2 ปี

ซึ่งการเปิดเผยในตอนนั้นมีการระบุว่าฟุตบอลไทยลีก ระหว่างฤดูกาล 2014-15 มีค่าเฉลี่ยถึง 52 ล้านบาทต่อ 1 นัด และต่อฤดูกาลกว่า 16,000 ล้านบาท ถือว่าสูงกว่าลีกเพื่อนบ้านอย่าง “เอ็มลีก” มาเลเซีย ที่เฉลี่ยนัดละ 24 ล้านบาท , “เอสลีก” สิงคโปร์ นัดละ 10 ล้านบาท, “วีลีก” เวียดนาม นัดละ 9 ล้านบาท และ ลีกอินโดนีเซีย นัดละ 8 ล้านบาท

ตัวเลขขนาดนี้ถือว่ามหาศาลมาก เมื่อเทียบกับเงินเดือนผู้เล่นจากสโมสร ราชนาวี ที่มีชื่อเอี่ยวกับเรื่องนี้ว่ากันว่า เงินเดือนนักเตะราว 2-3 หมื่นบาท จากเหตุผลที่เป็นทีมราชการ ค่าจ้างน้อยกว่าสโมสรดังที่บริหารโดยเอกชน ดังนั้นเงินค่าจ้างของการล็อกผลที่เป็นตัวเลขหลักแสนบาท เป็นเหยื่อล่ออันโอชะของนักฟุตบอลเหล่านี้

นอกจากจ่ายเงินให้นักฟุตบอล หรือตัวแทนสโมสรบางราย เพื่อหาทางติดต่อประสานล็อกผลการแข่งขัน ตัวผู้ตัดสินเอง ก็เป็นหนึ่งในผู้มีส่วนร่วม และเชื่อว่าไม่ได้มีแค่เพียง 2 รายที่ถูกกล่าวหาเท่านั้น เนื่องจากหนึ่งนัดต้องใช้ผู้ตัดสินถึง 4 ราย รวมถึงยังมีผู้เกี่ยวข้องหลายราย ทั้งผู้ควบคุมการแข่งขัน ที่ต้องเขียนรายงานส่งไทยลีก ดังนั้น ถึงตอนนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ที่จะนำไปสู่ผู้ร่วมขบวนชุดใหญ่ที่ชักใยกันเบื้องหลัง



แน่นอนว่าการกระชากหน้ากากขบวนการล็อกผลเป็นเรื่องดี ทว่ามุมกลับกัน ต้องไม่ลืมว่าลีกเพื่อนบ้านรอบข้างเรา เมื่อบูมขึ้นมาได้ไม่นาน ก่อนจะซบเซาไป ก็เพราะเรื่องการล็อกผล และล้มบอลนี่แหละ กลายเป็นปัญหาหลัก ประเทศไทยของเราไม่เคยมีการจับได้คาหนังคาเขาแบบนี้ ดังนั้นนี่น่าจะส่งผลให้ความน่าเชื่อถือของตัวนักฟุตบอล ผู้บริหารทีม รวมถึงกรรมการ และวงการฟุตบอลไทย ถูกลดความน่าเชื่อถือลงไป คงต้องภาวนาไม่ให้มีสภาพเหมือนลีกรอบบ้านเราในเวลานี้ ไม่เช่นนั้นฟุตบอลอาชีพในบ้านเราอาจถึงเวลาปิดเกมเอาก็ได้…

CR.

พูดคุย

พูดคุย