คอลัมน์ “สกอร์บอร์ด” โดย “แมวดำ”

แม้ว่า “โค้ชโย่ง” วรวุธ ศรีมะฆะ จะนำทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลซีเกมส์ 2017 ที่ประเทศมาเลเซียได้ แต่ด้วยฟอร์มการเล่นอาจไม่เป็นที่ประทับใจแฟนบอลจน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ต้องหารือกับ “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล ประธานพัฒนาเทคนิค ตัดสินใจมอบตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติชุด ยู 23 ให้ โซรัน ยานโควิช โค้ชทีมชาติชุดใหญ่ และเป็นผู้ช่วยของ มิโลวาน ราเยวัช เป็นผู้ดูแล เพื่อนำทีมก้าวต่อไปในฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย 2018 ชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ที่ประเทศจีน ซึ่งการอยู่ในสายบี ร่วมกับ ญี่ปุ่น, เกาหลีเหนือ และ ปาเลสไตน์ แม้จะดูหนัก แต่หากว่าวางแผนมาดี มีลุ้นเข้ารอบเหมือนกัน ทว่าความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม แม้แต่คะแนนเดียวก็ยังเก็บไม่ได้

แถมทีมชาติจากย่านอาเซียนรอบบ้านเราอย่าง มาเลเซีย และ เวียดนาม ก็ดันผ่านเข้ารอบแบบหักปากกาเซียน โดยมาเลเซีย ชนะ ซาอุดิอาระเบีย รอบแรก ก่อนมาตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยการแพ้ เกาหลีใต้ ส่วน เวียดนาม รอบแรกชนะ ออสเตรเลีย, รอบ 8 ทีมชนะจุดโทษ อิรัก, รอบ 4 ทีม ชนะจุดโทษ กาตาร์ ผ่านเข้าชิงชนะเลิศแบบได้ใจสาวก “ดาวทอง” ยิ่งทำให้ผลงานของ “โค้ชโซรัน” ดูย่ำแย่เข้าไปอีก ออกทรงนี้ต่อให้ไม่ปลดกันทันทีทันใด แต่เชื่อขนมกินได้ว่าไม่รอดแน่

แน่นอนว่าการปลดโค้ชมันง่ายแสนง่ายเหมือนที่ “นายกฯอ๊อด” มักพูดบ่อยๆ แต่ก่อนปลดต้องคุยกันก่อน ก็เรียกมาคุยกับ “ประธานเฮง” และ “รองเลขาโจ” พาทิศ เสร็จสรรพหลังประชุมก็เกิดแนวความคิดที่ว่าจะนำทีมที่ผู้เล่นอายุน้อยระหว่าง 17-21 ปี ไปแข่งขันฟุตบอลเอเชียนเกมส์ 2018 ที่ประเทศอินโดนีเซีย กลางปีนี้ เพื่อเลี่ยงปัญหาการที่สโมสรในไทยลีกไม่ปล่อยตัวหลักมาเล่นทีมชาติ เรื่องนี้น่าคิดเหมือนกันว่ามาถูกทางไหม คิดบวกมันก็โอเคอยู่หรอก แต่คิดลบมันก็จะกลายเป็นว่าเด็กๆ เก่งๆ ฝีเท้าดีๆ ที่เรียกมายังอ่อนประสบการณ์ เพราะในระดับสโมสรไทยลีกนี่น่าจะยากมากถึงยากที่สุดที่จะได้ลงสนาม หรืออย่างดีอาจถูกส่งไปเล่นในทีมบีในไทยลีก 4 แล้วแบบนี้จะพร้อมต่อกรกับคู่แข่งระดับเอเชียได้หรือเปล่า ก็น่าคิดเหมือนกัน

ส่วนประเด็นว่าใครจะคุมนั้น “ประธานเฮง” ที่เพิ่งอบรมโปรไลเซนส์จบมาหมาดๆ ก็เริ่มเล็งไปที่เพื่อนร่วมรุ่นการอบรมครั้งนี้ทั้ง 19 คนทันที ว่าหลายรายมีความเหมาะสม ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มี เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หรือ “ซิโก้” อดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยรวมอยู่ด้วย ทีนี้มันก็เป็นเรื่องสิครับ เพราะแฟนบอลบ้านเรานี่แบ่งฝ่ายกันไปแล้ว ฝ่ายหนึ่งเชียร์ “ซิโก้” อีกฝ่ายก็เชียร์ “ประธานเฮง” เอาจริงๆ ผมก็เชื่อว่าลึกๆ ทั้งคู่ไม่มีอะไรกันหรอก ขนาดในโอกาสวันครูที่เพิ่งผ่านมา “ซิโก้” เองแกก็นับ “ประธานเฮง” เป็นครูคนหนึ่งเหมือนกัน แต่ว่าการจะมาร่วมงานในตำแหน่งโค้ชกับสมาคมฟุตบอลฯ ยุคนี้ บอกตามตรงว่า น่าจะเข็ดขยาดกับคำว่า “อาย” ของใครบางคนไปเสียแล้ว

อีกทั้ง “ซิโก้” เองก็น่าจะอิ่มตัวกับการเป็นโค้ชทีมชาติ จากระยะเวลา 4 ปี ผลงาน 2 แชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ , แชมป์ซีเกมส์ 2013, รอบรองชนะเลิศ เอเชียนเกมส์ 2014 และนำทีมผ่านเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2018 ซึ่งแม้เจ้าตัวจะออกปากบอกแล้วว่าอยากทำงานพัฒนาฟุตบอลระดับเยาวชน แต่ด้วยความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่ม “คิงเพาเวอร์” ก่อนหน้านี้ได้รับการทาบทามไปรับเป็นโค้ชในทีมงานของ ไนเจล เพียร์สัน กับทีม โอเอช ลูเวิน ลีกรองเบลเยียม ที่ตอนนี้ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ค้าแข้งอยู่ แต่สุดท้ายปฏิเสธไป เนื่องจากติดอบรบโปรไลเซนส์ ทว่าตอนนี้จบแล้ว สามารถคุมทีมต่างแดนได้ ก็น่าสนใจว่านอกจาก “โอเอเชแอล” จะมีนักฟุตบอลคนไทยแล้ว อนาคตอันใกล้นี้จะได้โค้ชคนไทยอีกหรือไม่? เพราะถือเป็นโอกาสที่น่าจะท้าทายกว่ามาก

ขณะที่ทีมชาติชุดลุยเอเชียนเกมส์ 2018 นั้น ถ้าแกะคำพูด “ประธานเฮง” ที่พูดเป็นนัยว่าไม่เคยอยากจะปลด “โค้ชโย่ง” หลังได้แชมป์ซีเกมส์ แค่เป็นความต้องการของเจ้าตัวที่อยากหาประสบการณ์ในการเป็นผู้ช่วยโค้ชต่างชาติ อีกทั้งเพิ่งจบโปรไลเซนส์ และคุ้นเคยกับประธานเทคนิคสมาคมฟุตบอลฯ เป็นอย่างดี ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ดูแล้วทุกอย่างรอแค่การประกาศอย่างเป็นทางการเท่านั้น…

CR.


พูดคุย

พูดคุย