ปี 2018 ถือเป็นอีกปีที่วงการฟุตบอลไทยมีการผ่องถ่ายนักเตะไปค้าแข้งต่างประเทศอย่างมากมาย ไล่ตั้งแต่เมื่อกลางปีก่อนที่ “เจ”ชนาธิป สรงกระสินธ์ ย้ายจากเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ไปร่วมทีมคอนซาโดเล ซัปโปโร ตามต่อด้วย “มุ้ย”ธีรศิลป์ แดงดา โยกไปฮิโรชิม่า ซานเฟรชเช่ “อุ้ม”ธีราทร บุญมาทัน ซบตักวิสเซิ่ล โกเบ รวมถึง “ตอง”กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ที่โดนหิ้วไปโอเอช ลูเวน ลีกเบลเยียม และล่าสุด “เบิร์ด”ชนาวิทย์ แสนสนิท ที่เก็บของไปกรีซฝึกซ้อมร่วมกับทีมอปอลลอน ลาริสซา


สิ่งเหล่านี้คือปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของวงการลูกหนังแดนสยาม แต่ทั้งหมดคือเบื้องหน้าที่ผู้เสพข่าวได้รับทราบเท่านั้น จะรู้หรือไม่ว่าการย้ายทีมแต่ละครั้งไม่มีเพียงแค่นักเตะกับสโมสร หากแต่ยังมีกลไกสำคัญอีกอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง และปัจจุบันกำลังเติบโตในฟุตบอลไทยนั่นคือนายหน้า หรือจะเรียกให้หรูดูอินเตอร์หน่อยคือ “เอเยนต์”

ทุกวันนี้ฟุตบอลไทยพัฒนาอย่างต่อเนื่องสโมสรต่างๆ ต้องการผู้เล่นที่ดีมีศักยภาพทั้งในไทยและต่างชาติ การที่สโมสรจะเดินเข้าไปหานักเตะเองถ้าเป็นในประเทศยังพอทำได้ เนื่องจากยังติดนิสัยแบบไทยๆ อยากได้ใครเพียงยกหูโทรศัพท์ติดต่อคงได้ความ แต่ไม่ใช่กับนักเตะต่างชาติ ยิ่งเป็นผู้เล่นที่มีสัญญากับต้นสังกัดอยู่แล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะการที่สโมสรติดต่อกับนักเตะโดยตรงถือเป็นการผิดกฎของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) อย่างร้ายแรง มีโทษตั้งแต่ปรับเงิน ตัดแต้ม หรือห้ามซื้อ-ขายผู้เล่น ดีไม่ดีถ้าร้ายหนักถึงขั้นโดนแบนเลยทีเดียว

ทางออกเรื่องนี้จึงต้องผ่านคนกลางอย่างนายหน้านักเตะของนักเตะ ซึ่งแข้งต่างชาติเกือบทั้งหมดมีเอเยนต์ของตัวเอง จะแยกเอเยนต์ส่วนตัวหรือในรูปแบบบริษัทคงแล้วแต่ใครจะเลือก

ผมเองเคยเป็นตอนอยู่ในห้องท่ามกลางผู้ใหญ่ที่มีอำนาจขนาดจับปากกาเซ็นมือยังสั่นพอเดินออกมาจากห้องต้องมาโทษตัวเองว่าไม่น่าเซ็นเอกสารในสัญญาเลย เราน่าจะได้ค่าตอบแทนมากกว่านี้”  

“ดอย”ธฤติ โนนศรีชัย

เอเยนต์แฟร์ เพลย์ สปอร์ตส์ แมเนจเมนต์

อดีตกองหลังดีกรีทีมชาติไทยที่ผ่านการค้าแข้งในฐานะนักเตะอาชีพมาอย่างโชกโชน กระทั่งเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาตัดสินใจเลิกเส้นทางนักบอลอาชีพหันมาเอาดีทางด้านการเป็นตัวแทนนักเตะโดยทำงานให้กับบริษัทเอเยนต์ซี่อย่างแฟร์ เพลย์ สปอร์ตส์ แมเนจเมนต์ (fair play sports management) คอยดูแลผลประโยชน์ให้เพื่อนร่วมอาชีพ

ธฤติ กล่าวว่า “เท่าที่ทราบตอนนี้มีเกือบ 10 บริษัทที่เข้ามารับหน้าที่ตัวแทนนักเตะในประเทศไทย โดยดูทั้งนักเตะไทยเองรวมถึงผู้เล่นต่างชาติที่เข้ามาเล่นในไทย ซึ่งในส่วนของผมการมาทำหน้าที่ตรงนี้แตกต่างอย่างมากกับการเป็นนักเตะ แต่ถือว่าอยู่ในวงการเดียวกัน”

“การที่เราเข้ามาทำงานนี้ทำให้เรารู้เรื่องมากมายเกี่ยวกับการรักษาผลประโยชน์ของตัวเราเอง เมื่อก่อนนักฟุตบอลไทยไม่เคยมีเอเยนต์จะเซ็นสัญญาหรือต่อรองค่าเหนื่อยไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่เพราะเกรงใจผู้ใหญ่ในสโมสร ซึ่งตัวผมเองเคยเป็นตอนอยู่ในห้องท่ามกลางผู้ใหญ่คนมีอำนาจขนาดจับปากกาเซ็นมือยังสั่น พอเดินออกมาจากห้องต้องมาโทษตัวเองว่าไม่น่าเซ็นเอกสารในสัญญาเลย เราน่าจะได้ค่าตอบแทนมากกว่านี้ นี่คือสิ่งที่เป็นจริงและยังเป็นอยู่ในวงการลูกหนังไทย

“อาชีพนายหน้าหลายคนรวมถึงตัวสโมสรเองมองว่านี่คืออาชีพทำนาบนหลังคน ปล่อยให้นักเตะออกแรงแต่ตัวเองรอรับเงิน ผมคิดว่าคำนี้ไม่ถูกต้อง อยากให้ย้อนกลับไปคิดว่านักเตะคือมีอาชีพนักฟุตบอลมีหน้าที่ซ้อม และลงแข่งขัน บางคนไม่มีความสามารถในการเจรจา บางคนขี้เกรงใจ บางคนเกรงกลัวที่จะต่อรอง เรื่องเหล่านี้นายหน้าสามารถทำได้ เราทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ให้กับผู้เล่น โดยที่นักเตะไม่ต้องมากังวลเรื่องอื่นนอกสนาม ที่สำคัญนักเตะรวมถึงสโมสรพร้อมที่จะจ่ายเพื่อแลกกับความสะดวกรวดเร็ว”

“แน่นอนการย้ายทีมหรือการเรียกร้องค่าเหนื่อยจะทำโดยเอเยนต์คนเดียวไม่ได้ ต้องเป็นความยินดีทั้ง 3 ฝ่ายคือตัวนักเตะ สโมสร รวมถึงเอเยนต์ด้วย การที่จะบอกว่าเราทำนาบนหลังคนจึงไม่ถูกต้อง หากสโมสรไม่พร้อมจ่ายค่าตัวในระดับที่ต้นสังกัดเรียกร้อง หรือไม่พร้อมจ่ายค่าเหนื่อยตามที่นักเตะต้องการ การเจรจาย่อมไม่สำเร็จ”

 

“ตอนนี้บริษัทเรามีนักเตะไทยในสังกัดไม่เยอะมากราว 10 กว่าคน แต่หลายบริษัทที่มีนักเตะไทยมากถึง 40 คนในสังกัด โดยผู้เล่นที่เป็นระดับแนวหน้าของไทยตอนนี้เรามี ดิโอโก หลุยส์ ซานโต ของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด โก ซุล กี ที่เพิ่งย้ายจากบุรีรัมย์ไปอินชอน ยูไนเต็ด ขณะเดียวกันนักเตะสามารถมีนายหน้าได้มากกว่า 1 คน เช่นนักเตะลีกอังกฤษอาจมีเอเยนต์ในลีกสเปน ลีกอิตาลี หรือลีกอื่นๆ ได้ ขณะเดียวกันนักเตะยังสามารถเลือกเซ็นสัญญามอบอำนาจให้กับเอเยนต์คนเดียวสามารถเจรจาทั่วโลกได้เช่นเดียวกัน”

“โดยส่วนใหญ่แล้วนายหน้าจะได้เงิน 10 เปอร์เซ็นต์จากรายได้ต่อปีของนักเตะเราเรียกว่า เอเยนต์ฟี (agent fee) นอกจากนี้ยังได้เงินจากสโมสรที่จ่ายเงินให้นักเตะด้วย แต่เรื่องรายได้ผมยังไม่คิดมาก ผมอยากให้วงการฟุตบอลไทยมีมาตรฐานเดียวกันกับต่างประเทศที่เขาพัฒนาแล้วมากกว่า บางสโมสรแค่ได้ยินชื่อว่ามาจากบราซิล มาจากยุโรป พร้อมจะจ่ายค่าเหนื่อยแพง หรือเรียกว่าเรตต่างชาติ ขณะที่นักเตะไทยจะมีขีดจำกัดเรื่องเพดานค่าเหนื่อยทั้งที่ฝีเท้าไม่ได้ด้อยกว่ากัน ยกตัวอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ เป็นนักเตะไทยแท้ๆ ยังทำผลงานได้ดีกว่านักเตะบราซิลในเจลีกด้วยเสียอีก”

“สุดท้ายผมอยากบอกกับน้องๆ ผู้เล่นว่าการมีนายหน้าของตัวเองนั้นไม่มีผลเสียอะไรเลย ตรงกันข้ามกลับทำให้ตัวนักเตะเองมีคุณค่ามากขึ้นด้วยซ้ำเพราะเรามีหน้าที่ทำให้ทุกคนในสังกัดมีระดับที่สูงขึ้นอยู่เสมอ ยกตัวอย่าง ชนาวิทย์ แสนสนิท ทั้งที่แทบไม่มีใครรู้จักในวงการฟุตบอลไทย กลับได้มีโอกาสไปทดสอบฝีเท้า และเซ็นสัญญากับทีมในลีกกรีซนั่นเป็นเพราะเอเยนต์ ตรงนี้คือใจความสำคัญของการมีนายหน้าเป็นของตัวเอง” ธฤติ กล่าว

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

“ที่ผ่านมา เอเยนต์ไม่ได้มีส่วนในการย้ายทีมของนักเตะอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นตัวนักเตะเองมากกว่า ซึ่งถ้านักเตะมีสัญญากับสโมสรอยู่ เอเยนต์ที่ดูแลเองก็คงเข้าไปยุ่งไม่ได้ แต่ถ้าหากเป็นนักเตะที่กำลังจะหมดสัญญา หรือต้องการต้นสังกัด เอเยนต์ก็จะเขาไปช่วย”

ศุภชัย คมศิลป์

Talent Manager 360

อดีตนักเตะบีจี ซึ่งแขวนสตั๊ดและหันมาเริ่มต้นเส้นทางใหม่ ประเดิมด้วยการดึงนักเตะระดับทีมชาติ “ธนบูรณ์ เกษารัตน์” ห้องเครื่องเชียงราย ยูไนเต็ด เจ้าของค่าตัว 50 ล้านบาทมาอยู่ในสังกัด เผยว่า ในปัจจุบันผมมองว่าการมีเอเยนต์เข้ามาดูแลนักเตะถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก เพราะนักเตะจะได้โฟกัสกับผลงานในสนามเท่านั้น ส่งผลดีต่อตัวนักเตะ ส่วนเรื่องการจัดการนอกสนามก็ปล่อยให้เอเยนต์เป็นผู้ดูแลให้ ซึ่งข้อดีคือนักเตะจะมีโอกาสมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ และโอกาสในการได้ไปค้าแข้งในต่างประเทศ ตามความฝันที่เปิดกว้างยิ่งขึ้นด้วย

“ส่วนตัวผมมองว่า เอเยนต์ ไม่ควรทำหน้าที่ดูแลนักเตะเรื่องรายได้เท่านั้น แต่ควรจะเป็นผู้สร้างมูลค่า และโปรไฟล์ให้นักเตะ เช่น การถ่ายคลิปวีดีโอ ตอนนักเตะซ้อม, จังหวะสำคัญๆ, ในเกมที่นักเตะลงสนาม รวมถึงการเก็บสถิติต่างๆ เช่น เปอร์เซ็นต์การวิ่ง, การเคลื่อนที่, การครองบอล, การผ่านบอล และการจบสกอร์ เป็นต้น ซึ่งสถิติเหล่านี้จะมีประโยชน์ต่อตัวนักเตะ ซึ่งเมื่อมีสโมสรสนใจในตัวนักเตะคนนั้นๆ เราก็จะสามารถเอาสถิติ และคลิปเหล่านี้ไปเสนอได้ทันที”

“อีกสิ่งหนึ่งที่ผมมองว่าการมีเอเยนต์ดีว่า คือโอกาสไปเล่นต่างประเทศ นักเตะไทยหลายคนมีทักษะดี หลายคนมีศักยภาพดีพอไปเล่นต่างประเทศได้ แต่ยังขาดโอกาส ตรงนี้เอเยนต์ ซึ่งจะช่ำชองในแวดวงฟุตบอลทั่วโลกอยู่แล้ว รวมถึงเป็นที่รู้จักในวงกว้าง จะมีหน้าที่พานักเตะเหล่านี้ไปถึงจุดหมายได้อย่างแน่นอน”

“ที่ผ่านมา เอเยนต์ไม่ได้มีส่วนในการย้ายทีมของนักเตะอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นตัวนักเตะเองมากกว่า ซึ่งถ้านักเตะมีสัญญากับสโมสรอยู่ เอเยนต์ที่ดูแลเองก็คงเข้าไปยุ่งไม่ได้ แต่ถ้าหากเป็นนักเตะที่กำลังจะหมดสัญญา หรือต้องการต้นสังกัด เอเยนต์ก็จะเขาไปช่วย”

“โดยส่วนตัวผมมองว่าหากนักเตะต้องการจะย้ายทีม ควรย้ายตอนที่กำลังฟอร์มดีอยู่ เพราะจะดีต่อตัวนักเตะไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าเหนื่อย หรือโอกาสเล่นกับทีมที่ใหญ่กว่า ซึ่งถ้าหากจะย้ายตอนฟอร์มตกแล้ว ก็เหมือนการมาของานทำ แน่นอนตัวเลือกก็จะน้อยลงไป รวมถึงผลตอบแทนที่น้อยลงด้วย

“ทุกวันนี้ฟุตบอลไทยก้าวสู่ระบบอาชีพมากขึ้น เป็นฟุตบอลยุคใหม่ไปมากและหลุดจากขนบเดิมๆไปหมดแล้ว

“แบต” ปณิธาน มาศวาณิช

หุ้นส่วนบริษัทเลอ ควิปเป้ 365

เอเยนต์ดังที่ถือว่าฮอตที่สุดแห่งหนึ่งในเวลานี้

เอเยนต์บิ๊กเนมที่อยู่เบื้องหลังดีลใหญ่ๆในวงการฟุตบอลเมืองไทยมากมาย และมีประสบการณ์ในวงการฟุตบอลมานานกว่า 10 ปี และมีนักเตะทีมชาติไทยอย่าง อดิศร พรหมรักษ์, คาร์ลอส ซาลอม, เอ็ดการ์ ดา ซิลวา ฯลฯ

“ทุกวันนี้ฟุตบอลไทยก้าวสู่ระบบอาชีพมากขึ้น เป็นฟุตบอลยุคใหม่ไปมากและหลุดจากขนบเดิมๆไปหมดแล้ว เมื่อนักฟุตบอลเป็นอาชีพ เรื่องความก้าวหน้า รายได้ก็มีส่วนกับอาชีพนักฟุตบอล เรามีหน้าที่เป็นตัวกลางให้เกิดดีลนั้นๆขึ้น”

“การย้ายทีมของนักฟุตบอลขึ้นอยู่กับสัญญาของนักฟุตบอลว่าเป็นอย่างไรถ้าใกล้จะหมดแล้วก็สามารถย้ายทีมได้แบบฟรีๆ แต่ถ้ายังเราคงไม่ได้เป็นเสนอขายนักบอล หรือเร่ขายนักฟุตบอลที่ดูจะเป็นคำพูดที่รุนแรงเกินไป เพียงแต่เอเยนต์จะมีความสนิทสนมกับผู้บริหารสโมสรฟุตบอลอยู่แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างเอเยนต์กับสโมสรเป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งก็เป็นแบบนี้ทั้งโลกเป็นเรื่องปกติของวงการฟุตบอล เมื่อทีมอื่นให้ความสนใจนักฟุตบอลเรา ก็จะเป็นเรื่องของระหว่างสองสโมสรก่อน ถ้าผู้ใหญ่สองทีมคุยกันจบ เอเยนต์จะเป็นคนจัดการรายละเอียดสัญญา เงินเดือน ค่าสัญญาต่างๆให้ ซึ่งแน่นอนก็ว่ากันตรงๆว่า ถ้าเงินถึง สโมสรพร้อมจ่ายก็ลงตัว เพราะนักฟุตบอลก็ต้องการเงินรายได้ที่มากขึ้นอยู่แล้วเป็นธรรมดา เราเป็นเพียงตัวกลางที่ทำให้ดีลเกิดขึ้นเท่านั้น หรือถ้านักฟุตบอลอยู่ในทีมใหญ่แต่ไม่ได้เล่น ก็อยากจะย้ายไปทีมอื่นเพื่อให้ได้ลงเตะหรือพิสูจน์ตัวเองตรงนี้ก็เป็นหน้าที่ของเอเยนต์ แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับทั้งสองทีม ซึ่งก็มีหลายคนที่ย้ายออกไปพิสูจน์ตัวเองแล้วทำได้ดี”

ส่วนประเด็นการย้ายทีมไปเล่นในลีกต่างประเทศนั้น เอเยนต์สำคัญแค่ไหน
“ประเด็นสำคัญคือนักฟุตบอลต้องสร้างผลงานและแสดงศักยภาพของตัวเองในลีกก่อน ไม่ว่าจะไทย ลีก1 หรือ 2 ต้องเป็นตัวจริงสม่ำเสมอ เพราะอย่างน้อยคุณจะต้องมีฟอร์มให้เขาได้เห็นผ่านเทปการแข่งขันต่างๆ อย่างเจ ลีก นี่เขาดูละเอียดมากนะ ถ้าเขาจะซื้อนักฟุตบอลสักคน ยกตัวอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา ปีที่แล้วยิงเรย์โซล เล่นในเกมกับคาวาซากิ ฟรอนตาเล่ ทีมชาติยิงออสเตรเลีย แบบนี้ชัดเลย ชนาธิปเองก็เปิดตลาดในเจลีกได้ดีปูทางให้นักเตะไทยได้อย่างดี”

“มันมีโอกาสเกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นลีกไหน ถ้าการย้ายทีมข้ามประเทศ เอเยนต์จะเป็นคนประสานให้ในกรณีนี้ แต่นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า ถ้าคุณดีจริง โอเค ถ้าถึงเวลาที่เหมาะสมคุณอยากย้ายไปเล่นในต่างประเทศ ถ้าสโมสรเขาเห็นผลงาน เขาชื่นชอบนักเตะเรา เราก็นำข้อเสนอเหล่านี้เข้ามาให้ต้นสังกัดนักฟุตบอลว่าทางนู้นเขาสนใจนะ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องของสองสโมสรจะคุยกันลงตัวไหม ทั้งหลายทั้งปวงก็ขึ้นอยู่กับนักฟุตบอลเอง ขึ้นอยู่กับว่าคุณฝันใหญ่แค่ไหนล่ะ”

 

นั่นเป็นบางแง่มุมจากเอเย่นต์นักฟุตบอลที่คร่ำหวอด และมีส่วนขับเคลื่อนวงการลูกหนังไทยให้ก้าวข้ามสู่ยุคใหม่ และมีความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง

CR.

ข่าวสด

พูดคุย

พูดคุย