ปรเมศย์-อาจวิไล

จากสลัมบอยนักเดาะสู่แข้ง MVP บอล 7 สี

การแข่งขันฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7 สี แชมเปี้ยนคัพ 2016 “กิเลนจูเนียร์” ร.ร โพธินิมิตรวิทยาคมอะคาเดมี่ลูกหนังของ “กิเลนผยอง”เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการประกาศศักดาคว้าแชมป์ได้เป็นสมัยแรกอย่างยิ่งใหญ่


ในส่วนของรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ ไม่พลิกโผ “เจ้าฟร้องค์” ปรเมศย์ อาจวิไล ดาวยิงจอมถล่มประตูหมายเลข 10 แห่งทัพกิเลนจูเนียร์ ที่ร่ายมนต์แข้งได้อย่างน่าชื่นชม จนกลายเป็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์
แฟนบอลโลกโซเชี่ยล พากันแซ่ซ้องโดยเชื่อว่าหมอนี่จะก้าวขึ้นมาเป็นสตาร์ดังในสีเสื้อทีมชาติได้ไม่ยาก

“ฟร้องค์” เป็นที่รู้จักโด่งดังมาตั้งแต่เยาว์วัย โดยสร้างชื่อจากการเป็น “ไอ้หนูมหัศจรรย์” โชว์ลีลาเดาะบอลด้วยท่วงท่าที่เร้าใจ ทั้งการเดาะบอลไขว้ขา เลี้ยงบอลบนศีรษะ รวมไปถึงการเดาะที่เล่นท่าด้วยการเดาะไปยืนแต่งตัวไป โดยที่บอลไม่ตกพื้นได้อย่างน่าทึ่ง เขาเดินสายเปิดหมวกโชว์ทั่วประเทศ นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่ได้ยล ต่างต้องมนต์กับพรสวรรค์อันน่าอัศจรรย์ของหนูน้อยรายนี้

เหตุผลที่ต้องรู้จักเขา
ย้อนกลับไปทบทวนตัวตนของ “น้องฟร้องค์” อีกครั้ง เขาเกิดปี ค.ศ. 1998 และชื่อเล่นของเขาก็มาจากฟุตบอลโลกปีนั้นที่ฝรั่งเศส ซึ่งใช้ชื่อการแข่งขันว่า ฟร้องค์ ‘98 ด้วยความรักฟุตบอลที่คุณพ่อมี เขาพยายามใส่ฟุตบอลเป็นทางเลือกให้กับชีวิตลูกชายตัวน้อยๆ แม้จะเกิดในสลัมคลองเตยฐานะยากจน แต่เด็กสลัมรายนี้ไม่เคยคิดน้อยใจในวาสนา โดยใช้ฟุตบอลเป็นเข็มทิศนำทาง กำหนดชะตาชีวิตของตัวเองและครอบครัว

เมื่ออายุ 7 ขวบคุณพ่อของเขาส่งไปฝึกเรียนฟุตบอลกับสโมสรการท่าเรือแห่งประเทศไทย โดยมี ดาวยศ ดารา เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาลูกหนัง ก่อนที่จะย้ายมาอยู่โรงเรียนโสมาภานุสสรณ์ รามอินทรา โดยมี พนิพล เกิดแย้ม เจียระไนฝีเท้าอีกแรงจนพัฒนาขึ้นอย่างเด่นชัด

ทว่าหลังจากที่สถาบันดังย่านรามอินทราถึงคราวล่มสลาย ซึ่งได้ประกาศยุติโครงการฟุตบอลลง ก็ทำให้ “ฟร้องค์” ตัดสินใจย้ายมาเรียนที่ ร.ร โพธินิมิตรวิทยาคม พร้อมกับเซ็นสัญญาเป็นแข้งเยาวชนอคาเดมี่ของเมืองทองฯมาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นม.ต้น เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

เชื่อหรือไม่?
ความมหัศจรรย์ของไอ้หนูจากสลัมคลองเตยไม่ธรรมดา เคยเป็นถึงแชมป์เดาะบอลยุวชนโลกมาแล้ว ซึ่งสามารถเดาะได้กว่า 6,500 ครั้งใช้เวลา 1 ชั่วโมง 4 นาทีเลยทีเดียว จนมักถูกเชิญไปเดาะบอลสร้างสีสันในงานสำคัญเกี่ยวกับกิจกรรมฟุตบอลต่างๆทั่วไทย
รวมไปถึงรายการทีวีเกมส์โชว์ต่างๆนับไม่ถ้วน เช่น กระบี่มือหนึ่ง ฯลฯ ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินรางวัลครั้งหนึ่งประมาณ 2,000-3,000 บาทเฉลี่ยต่อเดือนรับเดือนละกว่า 4-5 หมื่นบาท ซึ่งนอกจากเลี้ยงดูครอบครัวแล้วยังส่งพี่สาวเรียนจบปริญญาตรีอีกด้วย

ครั้งหนึ่ง “น้องฟร้องค์” ได้รับเกียรติสูงสุดในชีวิต โดยได้รับเชิญไปเดาะบอลต่อหน้าลานพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ หน้าลานที่ประทับ ในวโรกาศครบรอบ 80 ปีเฉลิมฉลองปีมหามงคลของคนไทยมาแล้ว

ลีลาการยิงประตู

จากปากคนใกล้ตัว
“ผมเห็นเขาครั้งแรกผมนึกถึง ธีรศิลป์ แดงดา สไตล์การเล่นของเขาเหมือนไอ้มุ้ยตอนหนุ่มๆมาก มีเทคนิคยอดเยี่ยม มีความเร็วที่สามารถไปกับบอลได้ดี จังหวะ 1 ต่อ 1 เขาสามารถเลี้ยงกินตัวคู่แข่งได้สบาย แล้วยังจบสกอร์ได้อย่างเฉียบคม เรียกได้ว่ามีวิญญาณเพชรฆาตอยู่ในสายเลือดอย่างแท้จริง”

“จุดเด่นที่เขาทำได้ดีอยู่แล้วคือเกมรุกที่เล่นได้อย่างชาญฉลาด ทั้งทำเองและเล่นกับเพื่อน ส่วนเกมรับยังต้องปรับปรุงอยู่บ้าง ก็ค่อยๆแก้ไขกันไป ยังมีเรื่องให้เขาเรียนรู้อีกมาก แต่ผมคิดว่าเขาจะพัฒนาได้ ในเด็กรุ่นเดียวกัน เขาพิสูจน์ตัวเองแล้ว ว่าฝีเท้าไม่เป็นรองใคร เป้าหมายแรกผมว่าเขาต้องพิสูจน์ตัวเองเพื่อไปติดทีมยู-19 ให้ได้ก่อน ผมเชื่อมั่นว่าเขาทำได้และในอนาคตมีโอกาสที่จะก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ได้เลย ผมเชื่ออย่างนั้น” ชลอ หงษ์ขจร อดีตตำนานทัพฟ้ากล่าวถึงเด็กหนุ่มวัย 18 ปี

ปรเมศย์-อาจวิไลเจ้าฟร้องค์ กับแชมป์ฟุตบอล 7 สี

จุดหมายปลายทางสถานีต่อไป
“เดาะบอลเก่งอย่างเดียว…ไม่ได้แปลว่าจะเตะเก่ง” วลีทิ่มแทงจิตใจของเขามาโดยตลอด “ฟร็องค์” พยายามพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้ทุกคนรู้ว่า เขาเองก็บรรเลงฝีเท้าบนฟลอร์หญ้าเป็นเลิศไม่แพ้การเดาะบอล แต่ก็ไม่เคยหลุดพ้นคำนินทานั้นได้ กระทั่งในที่สุด “ฟร้องค์” ก็สลัดหนีวลีบาดใจดังกล่าวได้อย่างเฉียบขาด

ทุกฉากที่เขาร่ายสเต็ปแข้งในเวที 7 สี ยังติดตาตรึงใจทุกคนไม่หาย ตำแหน่ง MVP ในรายการฟุตบอล 7 สี ที่ยิงสดให้คนทั้งประเทศได้ประจักษ์ การันตีฝีเท้าได้เป็นอย่างดีว่า นี่คือเพชรแท้ของวงการลูกหนังไทยอย่างแท้จริง

“ความฝันของนักเตะทุกคนคือการติดทีมชาติไทย เช่นเดียวกับตัวผมเองแม้จะเคยติดทีมนักเรียนไทยชุดแชมป์เอเชีย เมื่ออายุ 12 ปีมาก่อน แต่ผมเองก็อยากจะก้าวไปติดชุดต่อๆไปในอนาคตเช่น 19 ปี, 21 ปี, 23 ปี เรื่อยไปจนถึงการขึ้นชุดใหญ่ของสโมสร และเป้าหมายสุดท้ายที่ต้องพิชิตให้ได้ก็คือทีมชาติชุดใหญ่ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับวงศ์ตระกูลต่อไป”

แม้จะเกิดในสลัมแค่เพียงกาย แต่หัวใจของ “ฟร้องค์” ไม่เคยถวิลหาหรือเยื้องกายเข้าไปใกล้ยาเสพติดแม้แต่น้อย เขาเลือกที่จะใช้ฟุตบอลเป็นไฟส่องทาง…เป็นแสงสว่างให้ชีวิต เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส และใช้พรสวรรค์ดึงโชคชะตา ชีวิตที่ต้องต่อสู้และฝ่าฟันจนมาถึงวันนี้…

ข้อมูลอ้างอิง
– fourfourtwo
– Youtube | MTUTD TV

พูดคุย

พูดคุย