อัพเดตข่าวสารผ่านทาง Line ไม่ตกหล่นทุกข่าวสำคัญ
Add friend ที่ ID : @korballthai

ทีมชาติไทย2017-4231-formation

เรื่องโดย akinson149 (thailandsusu)

สวัสดีคับ ก่อนอื่นขอชื่นชมน้องๆนักเตะทุกคนรวมไปถึงลุงราเยวัชและทีมงานสำหรับการมอบค่ำคืนแห่งความสุขให้แก่แฟนบอลชาวไทยทุกคนเมื่อค่ำวานนี้ที่ทีมชาติไทยเปิดบ้านชนะโสมแดงขาดลอยถึง 3-0 ชนิดที่ว่าผู้มาเยือนเป็นตะคริวไปค่อนทีม เราไม่ค่อยเห็นกันบ่อยนะคับกับการที่หน้าตาของสกอร์มันออกมาในลักษณะแบบนี้ ยิ่งกับทีมที่มีภาษีดีกว่าไทย (อย่าลืมนะคับว่าเกาหลีเหนือเคยไปบอลโลกมาเเล้ว) วันนี้จะขออนุญาติพื้นที่ใน TSSเพื่อเขียนบทความนึง เผื่อว่าพี่ๆน้องๆ ใน TSS และผู้ที่ทัศนาจรเข้ามาอ่านได้มีความเข้าใจมากขึ้นกับแผนการเล่นใหม่ของทีมชาติไทยภายใต้การนำพาของโค้ช มิโลวาน ราเยวัช


อย่างที่หลายท่านทราบนะคับว่า ลุงมิโล มีปรัชญาการทำทีมที่เน้นมากเรื่องวินัยในเกมรับ ชนิดที่ว่าตั้งเป้าเอาไว้ก่อนเลยตั้งแต่ตอนเข้ามารับงานช้างศึก การเลือกนักเตะ-รูปแบบการซ้อม-แทคติกในห้องแต่งตัวจวบจนไปถึงการลงไปเล่นในสนาม เรียกได้ว่าลุงวางเป้าไว้ทุกกระเบียดนิ้ว เพราะอย่างที่หลายท่านทราบ “ในเกมฟุตบอล..เมื่อเราไม่เสียประตู เราก็จะไม่แพ้”

ครั้งก่อนผมเอาที่มาที่ไปของ “คาเตนัชโช่ สไตด์” รูปแบบการเล่นที่ลุงมิโลวาน ราเยวัชถนัดและทำได้ดีมากกับกาน่า ซึ่งฟอร์เเม็ตนี้เเหละที่เราจะได้เห็นกับทีมชาติไทยในยุคของลุง อย่างน้อยก็ใน1ปีนี้ (หากบางท่านยังไม่ได้อ่าน ท่านสามารถหาอ่านได้ใน TSS นี้นะคับ บทความอาจอยู่ล่างๆหน่อย) วันนี้ผมอยากพูดถึงฟอร์เมชั่นที่หลายคนรู้จักเป็นอย่างดีและถือเป็นส่วนหนึ่งของคาเตนัชโช่ สไตด์ ที่ลุงมิโลพยายามถ่ายทอดมันลงสู่ทีมช้างศึกยุคนี้ นั่นคือ 4-2-3-1 หรือ Diamond midfield impact

4-2-3-1 คืออะไร?
ฟอร์เมชั่น 4-2-3-1 นี้เป็นรูปแบบการเล่นชนิดนึงที่แพร่หลายอย่างมากในยุโรปทั้งทีมชาติสเปน, ฝรั่งเศล หรือแม้เเต่เยอรมัน ทุกทีมล้วนนำฟอร์เม็ตนี้มาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับนักเตะของตัวเอง นอกเหนือไปจากแผนการเล่นที่หลายๆคนรู้จักทั้ง 4-4-2 และ 4-3-3 รูปแบบมาตราฐานรุ่นแรกๆของการทำทีมที่เเต่ก่อนหลายชาติมักเลือกใช้ แต่ท่านหารู้ไม่ว่าฟอร์เมชั่นนี้ถูกคิดค้นและนำขึ้นมาใช้เป็นที่โด่งดังจากดินแดนกาแฟ จ้าวเเห่งฟุตบอล นั่นคือ “ทีมชาติบราซิล”

4-2-3-1-diamond-systemsช่วงต้นปี 1970 ทีมแซมบ้าภายใต้การนำของ Mário Zagallo อดีตปีกและศูนย์หน้าระดับตำนานของสโมสรโบตาโฟโก้ สโมสรใหญ่ในบราซิล ทีมชาติบราซิลยุคนั้นถูกขนานนามว่าเป็นปีทองของฟุตบอลด้วยรูปแบบการเล่นที่แปลกใหม่และไม่พึ่งความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะเป็นหลักเหมือนอย่างที่ผ่านๆมาแต่กลับให้ความสำคัญไปที่แผงกองหลังและมิดฟิลล์โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยืนตำแหน่ง โค้ชมาริโอเลือกใช้นักเตะรุ่นๆผสมผสานกับสตาร์ดังในทีมหลายคนทั้งจาดสัน, ทอด์เทา และ เปเล่ ซึ่งบอลโลกครั้งนั้นพลพรรคเเซมบ้าหอบนักเตะอายุไม่ถึง23ปีไปลงเล่นมากถึง8คน ด้วยรูปแบบการเล่นใหม่อย่าง 4-2-3-1 ทีมเเซมบ้าเสียประตูไปแค่ 7 ลูกตลอดทั้งรายการและคว้าเเชมป์บอลโลกชนิดที่ว่ายิงคู่เเข่งถล่มทลาย (ชนะอิตาลี 4-1, อุรุกวัย 3-1, อัดเช็ค 4-1) นั่นเเหละเป็นจุดกำเนิดและทำให้โลกได้รู้จักฟอร์เมชั่นนี้มากขึ้น

จากความสำเร็จของบราซิลชุดดังกล่าวทำให้เจ้า 4-2-3-1 นี้เริ่มใช้กันแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมที่มีสรีระเสียเปรียบทีมคู่เเข่ง นั่นคือ ไซด์เล็กกว่าอย่างทีมชาติสเปน ซึ่งเป็นทีมเรกๆที่เข้ามาซึมซับแนวทางการเล่นนี้เพราะนักเตะส่วนใหญ่ของทีมมีสรีระที่ค่อนข้างเล็ก แม้ว่านักเตะสเปนจะมีความคล่องตัวแต่หากไม่หาแนวทางการเล่นที่เหมาะก็ไม่อาจยืนระยะได้นาน ดังนั้นเจ้า 4-2-3-1 จึงเข้ามามีบทบาทอย่างมากกับทีมชาติสเปนในยุคปี 1990 ยาวไปจนถึงปี 2000

ทุกสโมสร ทุกมหาลัย ทุกอะเคเดมี่ต่างจ้างโค้ชบราซิลเข้ามาและติวเข้มนักเตะของตัวเองอย่างหนักถึงการเล่นภายใต้ฟอร์เมชั่นนี้ จนเป็นที่มาของคำว่า “doble pivot” (Double pivot) หรือ การหมุนทั้งสองข้าง หรืออธิบายเป็นภาษาทางฟุตบอลง่ายๆว่า การจ่ายบอลออกไปรอบๆ

ภายใต้หลักการนี้ การเติมเกมบุกของแบ็กสองข้างในขณะที่แดนกลางแพ็คเเน่นและมีผู้เล่น1-2 คนคอยปั่นป่วนทีมคู่เเข่งเพื่อเปิดพื้นที่ส่งบอลไปข้างหน้าและปิดการผ่านบอลจากตรงกลางของคู่เเข่งไปด้วยกันในทีเดียว บอลจะถูกจ่ายออกไปรอบๆ ด้านข้าง ด้านใน เป็นไปได้ทั้งหมด ทีมชาติสเปนยุคนั้นจึงมั่นใจได้เลยว่าทีมของพวกเขาจะไม่ขาดแคลนผู้เล่นในตำแหน่งมิดฟิลล์ แถมบรรดานักเตะในตำแหน่งดังกล่าวยังเป็นสินค้าที่ถูกส่งออกนอกเป็นเบอร์หนึ่งของทวีปอีกด้วย (นั่นไงล่ะ..ทำไมนักเตะดังๆของสเปนส่วนใหญ่เล่นกองกลางให้สโมสรชั้นนำในยุโรป)

ครั้งนึงสโมสรเล็กๆ อย่างเดปอร์ติโบ ลา คอรุนญ่า ภายใต้การนำของ Javier Irureta เขาสามารถพาลาคอคว้าเเชมป์ลีก เป็นประวัติศาสตร์ครั้งเเรกของสโมสรภายใต้ 4-2-3-1 นี้ แถมยังตีตั๋วปีชนะรีล มาดริด แบบชนิดที่ว่าราชันชุดขาวไปไม่เป็น อีกคนคือ Rafael Benítez กับผลงานการคุมสโมสรบาเลนเซีย ช่วงปี 2001-2004 เบนิเตสรับงานเจ้าค้างคาวหลังจากพา Tenerife เลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จภายในปีเดียวที่เขาเข้ารับตำแหน่ง และท้ายสุดก็พาเจ้าค้างคาวคว้าเเชมป์ลีกได้สำเร็จในฤดูกาล 2001-2002 ซึ้งปรัชญาการทำทีมของเบนิเตสในครั้งนั้นทั้ง Tenerife และ บาเลนเซีย เขาใช้ 4-2-3-1 นี่แหละเป็นแกนนำพาทีมเข้าวิน

จุดเเข็งของ 4-2-3-1
ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ด้วยรูปแบบการเล่นแบบนี้ทำให้เจ้า 4-2-3-1 เป็นรูปแบบการเล่นที่สร้างความลำบากอย่างมากให้แก่ทีมคู่เเข่งเพราะการยืนตำแหน่งของแผงมิดฟิลล์ที่อัดเเน่นชนิดไม่มีอากาศหายใจ กอปกับการรับลึกของแดนหลังทำให้การเคลื่อนที่ของบอลดูช้าและอึดอัดไปหมดแถมเป็นการบีบบังคับให้คู่เเข่งต้องเล่นบอลจากด้านข้างหรือโยนยาวแทนการผ่านบอลแบบเท้าสู่เท้าเข้าสู่แดนกลางเพื่อเข้าทำในพื้นที่อันตราย การเล่นสไสด์นี้จึงมักถูกเหน็บว่าเป็นการเล่นที่กลัวเสียประตูมากจนเกินไป และ เป็นการเล่นที่ขี้ขลาด

ในความเป็นจริงแล้วระบบ 4-2-3-1 ถูกพัฒนามาจาก 4-1-2-1-2 ระบบโบราญคร่ำครึที่ทางยุโรปชอบใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมในอิตาลี การยืนตำแหน่งในรูปแบบเพชรของแดนกลาง 5ตัว (Diamond midfield impact) เป็นอะไรที่ทำให้ฟุตบอลของทีมที่เล่นด้วยระบบนี้ เล่นได้อย่างน่าเบื่อและดูเหมือนว่าไม่พยายามที่จะเล่นเกมรุกเลยเพราะมัวเเต่เอาบอลไว้กับตัว และบอลก็เคลื่อนที่ช้าแต่เน้นชัวร์มากกว่าโฉ่งฉาง-วูปวาป-ฉาปฉวย เรียกง่ายๆว่า วนไปๆๆ ถ้าไม่ได้ก็ยังไม่เข้าทำแต่กระนั้นก็ดี การพัฒนาจาก 4-1-2-1-2 มาเป็น 4-2-3-1 มีสิ่งที่ดีตามมาข้อนึงก็คือ “ประสิทธิภาพของการเล่นเกมโต้กลับ”

4-2-3-1 จะมีประสิทธิภาพอย่างมากกับการเล่นเกมโต้กลับ ยิ่งศูนย์หน้ามีความเเข็งแกร่งในการครอบครองบอล พาบอลไปกับตัวและทีมมีปีกที่รวดเร็ว ฟอร์เเม็ตนี้ถือว่าเป็นอะไรที่ร้ายกาจอย่างมากในการตอบโต้คู่ต่อสู้เพราะเมื่อไรก็ตามที่ทีมได้บอล ทีมก็จะเปลี่ยนเกมรับเข้าสู่โหมดเกมรุกภายในไม่กี่วินาที โดยฟูลแบ็กจะทำหน้าที่คอยสนับสนุนแนวรุกจากทั้ง2ข้าง ในขณะที่กองหน้าและปีกทำหน้าที่ในการวิ่งเข้าหาพื้นที่ในจุดที่สามารถสร้างความเสียหายให้แก่ทีมคู่เเข่งได้มากที่สุด

4-2-3-1 vs 4-5-1?
ฤดูกาล 2015-2016 ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ มี11จาก20ทีมเลือกใช้ระบบ 4-2-3-1 นี้ ในขณะที่ย้ายไปดูทางฝั่งลีกเอิง ฝรั่งเศล มีเพียง 5 ทีมเท่านั้นที่ใช้ 4-5-1 ทำไมถึงเป็นแบบนั้น..ฮวนม่า ลิลโล่ อดีตเจ้านาย เป็ป กวาร์ดิโอล่า เคยกล่าวไว้ว่า ระบบ 4-2-3-1 เป็นระบบที่ดีที่สุดสำหรับการเล่นเพลสซิ่งและการผ่านบอล “ผมไม่ปฎิเสธหากคุณต้องการความปลอดภัย แต่ถ้าต้องการความคล่องตัว 4-2-3-1 คือคำตอบ”

แซม อัลลาไดซ์ สมัยคุมสโมสรโบลตัน ถนัดและชำนาญอย่างมากในการให้นักเตะของเขาเล่นในระบบ 4-5-1 และอย่างที่บอกคือทีมของเขาเล่นเป็นแต่บอลโยนและวิ่งเปรี้ยว ใน4-5-1 การแพ็คแน่นในตำแหน่งกองกลางโดยให้หน้าที่การทำเกมรุกฝากไว้กับปีก2ข้างจึงบังคับไปในตัวว่าทีมจะเล่นบอลโยนจากด้านข้าง หรือผ่านเข้ากลางและให้ศูนย์หน้ารูปร่างใหญ่ เบียดปะทะเข้าไปจบสกอร์ ในขณะที่แดนกลางมีหน้าที่แค่คอยเก็บกวาด-เก็บบอลและป้อนให้ปีก

4-2-3-1 ไม่เพียงช่วยแพ็คแดนกลางให้กระชับแต่ยังช่วยเพิ่มมิติในการเล่นเพลสซิ่งและเกมโต้กลับเพราะนักเตะ3ตัวที่วิ่งหลังแนวของศูนย์หน้าจะช่วยกันเคลื่อนที่อย่างอิสระเพื่อหาบอลและคายบอลให้เพื่อนเพื่อหาเเละรอโอกาสส่งบอลแบบบ็อกทูบ็อกให้คนที่อยู่ในพื้นที่อันตรายหรือพื้นที่ใกล้เคียงเเถมยังปิดโอกาสให้คู่เเข่งต้องร่นถอยลงไปตั้งรับในดินแดนของตัวเอง และอีก2คนที่เป็นเกราะอยู่ก่อนถึงเเนวรับทีมตัวเองก็เหมือนเป็นตัวกรองนักเตะทีมคู่ต่อสู้ก่อนเข้ามาสู่แนวหลัง ในขณะที่ 4-5-1 การยืนตำแหน่งจะเเตกต่างออกไปและดูจะทำได้ช้ากว่ามากเวลาที่ทีมจะเปลี่ยนไปเล่นเกมสวนกลับ นี่คืออีกหนึ่งของความแตกต่างระหว่างสองระบบ

จากสีสันเเซมบ้าสู่ลีลาช้างศึก
“ฟุตบอลของผมไม่จำเป็นต้องเล่นให้สวยงามทุกนัดแต่เล่นอย่างไรให้ชนะในทุกเกม” นั่นคือปรัชญาการทำทีมของมูรินโญ่ นายใหญ่ของแมนยูไนเต็ด เฉกเช่นเดียวกับปรัชญาการทำทีมของมิโลวาน ราเยวัช คือ “รับเเน่นๆ อย่าเสียประตูและรอ รอ รอ” ยิ่งถอดบทสัมภาษณ์หลังเกม กุนซือชาวเซิร์บออกมายอมรับหน้าตาเฉยว่า ปรัชญาการทำทีมของเขาแทบไม่แตกต่างเลยกับมูรินโญ่ คือ “ไม่แคร์ความสวยงามแต่แคร์ผลการเเข่งขัน”

ลุงมิโลรู้ดีว่า ทีมชาติไทย อยู่ในระดับไหนและหากเราจะก้าวขึ้นมาเป็นทีมที่น่ากลัว เราต้องทำให้คู่ต่อสู้รู้ว่า คุณเหนื่อยแน่ อาจถึงลากเลือดกว่าจะยิงพี่ไทยได้ซักเม็ดเหมือนอย่างที่หลายๆทีมที่ลงเล่นกับอิตาลี นั่นล่ะคือแนวทางที่เขากำลังจะเจียระไนทีมช้างศึกทีมนี้ใหม่

ใน3เกมผ่านไปยิ่งเห็นได้ชัดว่าทีมชาติไทยจะมีเรื่องให้ได้คุยอย่างมีความหวังเกิดขึ้นหลังจากนี้เเน่นอน เพราะ3เกมที่ผ่านมากับโค้ชราเยวัช กับทีมคู่เเข่งที่มีอันดับฟีฟ่าแรงส์กิ้งที่สูงกว่า ไทยเสียเพียงเเค่3ประตู แตกต่างจากยุคก่อนค่อนข้างมากแถมทั้ง 3 นัดที่ผ่านมา ลุงมิโลยังเปิดหัวด้วยการใช้ 4-2-3-1 ทั้งหมด

เกมกับเกาหลีเหนือเมื่อวานก็เช่นกัน เกมนี้สร้างความเซอร์ไพรส์ไม่เพียงเเต่แฟนบอลชาวไทย แม้เเต่โค้ช ยาน อันเดอร์สันเองยังออกมารับสารภาพหลังเกมเลยว่าบอลไทยไม่เหมือนที่เขาคิดไว้ โค้ชชาวนอร์เวย์วางแผนพิชิตทีมชาติไทยมาอย่างดี แถมยังดูเทปที่ไทยเล่นกับทีมชั้นนำหลายชาติในบอลโลก เขารู้ดีด้วยว่าทีมไทยเป็นทีมที่ชอบเสียประตูง่ายๆ และมีการเสียตำแหน่งบ่อยมาก เห็นได้จากผลงานในรายการคัดบอลโลกรอบสามที่ผ่านมา เขาจึงเน้นใช้ผู้เล่นที่มีความเก๋าและความสดลงบดทีมช้างศึกเพื่อหวังยิงประตูขึ้นนำให้ได้ตั้งแต่ต้นเกมแต่สิ่งที่เห็นในสนามมันดันไม่เป็นอย่างที่คิด นั่นคือเล่นๆไปไทยดันไม่เสียประตูแถมนักเตะโสมแดงยังออกอาการไปไม่เป็นให้เห็น หลายครั้งที่การเข้าทำของนักเตะโสมเเดนมาจากการส่องไกล นั่นเพราะเขาเจาะเราไม่ได้นั่นแหละ นั่นคือที่มาที่ว่าทำไมตลอด90นาที โค้ชชาวนอร์เวย์ถึงกับออกอาการหัวร้อน

แถมยิ่งพลพรรคโสมเเดงยิ่งวิ่งเพื่อหาพื้นที่เข้าทำมากเท่าไร การใช้พลังงานก็มากขึ้นเท่านั้น(มันคือที่มาของตะคริว) แถมพอเสียประตูเเรกเร็วจากลูกเล่นเร็วของทีมชาติไทยที่ให้จ่าเย็นเบิกสกอร์ได้สำเร็จยิ่งทำให้นักเตะโสมแดงยิ่งอยากได้คืน พอไทยออกนำทุกอย่างก็ลงล็อคเเบบเบ็ดเสร็จ นักเตะเกาหลีเหนือต้องวิ่งมากขึ้นๆ มากกว่าเดิมเพื่อเอาบอลมาเล่น ในขณะที่แนวหลังก็จะเติมมากขึ้นเพื่อสนับสนุนเกมรุกให้ทีม นี่ยิ่งเพิ่มโอกาสให้ไทยเห็นช่องเพื่อทำประตูเพิ่มแถมยังทำให้นักเตะโสมแดงหมดก่อนเวลาอันควร นั่นแหละคับ..สิ่งที่ผมอยากจะบอก เกมไทยกับเกาหลีเหนือเมื่อคืน ตัวผู้เล่นไทยอาจมีบางตำแหน่งที่ด้อยกว่าเขาแต่เราชนะด้วยระบบการเล่นล้วนๆ

โค้ชมิโลวานกำชับกับนักเตะทีมชาติไทยหลายคน โดยเฉพาะ สรรวัช, อุ้ม, นิว และ จ่าเย็น ในเรื่องของการยืนตำแหน่ง รวมไปถึงการไล่บอล ในการซ้อมที่มีการเเบ่งข้างเล่น และ การเล่นสมอลล์ไซด์ ลุงมิโลยังลงไปอธิบายแถมยังเล่นเองให้นักเตะดูในหลายๆฉาก ว่า เมื่อคุณไม่มีบอล คุณต้องทำยังไง, ตำแหน่งของคุณมีขนาดกว้างเท่าไรไปถึงเท่าไร, คุณต้องไปรอที่จุดไหนเมื่อทีมเริ่มเล่นเกมรุก ยิ่งเเสดงให้เห็นว่าเขาค่อนข้างเน้นมากในเรื่องการยืนตำแหน่ง ก็ไม่แปลกคับเพราะ 4-2-3-1 หากการยืนตำแหน่งทำได้ไม่ดี นั่นหมายถึง “ทุกอย่างจบ” และมันจะไม่มีประสิทธิผลเลยในการใช้ยุทธวิธีนี้ ลองคิดกันเล่นๆถ้ามีคนใดคนนึงหลุดจากตำแหน่งและไม่มีคนอื่นมาอุดจุดนั้น คู่ต่อสู้ก็จะเลือกโจมตีในจุดๆนั้นทันที มันเป็นทฤษฎีที่ง่ายๆในการเล่นฟุตบอล ในฟอร์เมชั่นนี้เมื่อผู้เล่นคนใดคนนึงหลุดจากแผงไดม่อนที่กำหนดไว้ ผู้เล่นคนอื่นจะเข้ามาทดแทนพื้นที่นั้นอย่างเร็วที่สุดเพื่อสร้างสมดุล (อย่างที่นักเตะในทีมหลายคนเคยให้สัมภาษณ์ว่าโค้ชสั่งเลยว่าไม่จำเป็นต้องเติมทั้ง2ฝั่ง ถ้าเราจะบุก..เราต้องมั่นใจว่าวินัยในเกมรับต้องไม่เสียเพราะหากทำไม่ได้นั่นหมายถึง เราเอาทีมเราเข้าไปเสี่ยงในการเสียประตู ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เสี่ยงเกินไปที่จะบุก) นั่นแหละคือที่มาของการใช้นิว และ แคมป์ รวมไปถึงเกมล่าสุดกับบทบาทใหม่ของ อุ้ม ที่เมื่อคืนเสริมในทุกจุด อุดทุกรอยรั่ว ทั้งปีกซ้าย-ขวาหรือแม้เเต่เล่นตรงกลาง (ที่ตำแหน่งนี้น่าจะเป็น เจ ที่ไม่สามารถมาช่วยทีมในนัดนี้ได้)

ช้างศึกหลังจากนี้
แม้ว่าจะพึ่งผ่านไปเเค่3เกม แต่ผมเชื่อว่าหลายท่านน่าจะเริ่มมองออกแล้วว่า เเนวทางหลังจากนี้ของไทย จะไปในทิศทางไหน เราจะเห็นการเลือกใช้นักเตะของทีมงานลุงมิโลซึ่งยึดเอาแบบแผนด้านแทกติกเป็นหลัก นั่นคือ หากคู่ต่อสู้เเข็งกว่า ผู้เล่นส่วนใหญ่ที่จะถูกเรียกมาติดจะต้องเข้ากับระบบ 4-2-3-1 หรือ 5-4-1 ให้ได้ และในสนามจะเห็นได้ว่า ทีมไทยจะไม่บุกแบบบ้าเลือดเหมือนที่ผ่านๆมาแต่จะเน้นรับเพื่อรอโอกาสมากกว่า แต่หากกรณีเจอคู่เเข่งที่อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า…แน่นอนว่าเราอาจจะได้เห็นอะไรที่แตกต่างออกไปแน่ (อดใจรอวัดกึ๋นลุงเขานิดนึง ไม่ช้าหรอกอย่างน้อยก็เกมกับพม่าที่จะอุ่นเครื่องกันเดือน ต.ค.นี่แหละ เราอาจได้เห็นแนวทางการเล่นที่ต่างออกไปมากขึ้น)

บอลอาจดูไม่สนุก, ไม่สวยงาม, ไม่ตื่นเต้น เเต่ได้ผลการเเข่งขันที่ดี เทียบกับ สวยงาม-ฉูดฉาด-วูปวาบแต่เเพ้ อย่างไหนจะให้ความสุขคนไทยได้มากกว่ากัน นั่นล่ะคับ..คำตอบที่ท่านได้ ผมว่าเราอดใจรอให้ถึงวันที่เจอกับอิรัก และ ออสเตรเลีย กันแบบนัดวันนับคืนดีกว่า.. อยากรู้เหลือเกินว่าทั้ง อิรัก และ ออส จะยิงเรายังไงในเมื่อพี่ไทยมาใหม่ไฉไลกว่าเดิม..หุหุ

ที่มา : thailandsusu by akinson149

พูดคุย

พูดคุย