อัพเดตข่าวสารผ่านทาง Line ไม่ตกหล่นทุกข่าวสำคัญ
Add friend ที่ ID : @korballthai

สนามราชมัง

ประเด็นสำคัญ

เกมระดับนานาชาติมี 2 แบบด้วยกันคือ สโมสรกับทีมชาติ ซึ่งจะมีข้อกำหนดบางประการที่แตกต่างกันออกไปตามรายการแข่งขัน
ความจุของสนาม ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดเสมอไปในการจัดการแข่งขันรายการหนึ่งๆ เพราะขึ้นอยู่กับ ขนาดของสนาม การคมนาคม และสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบด้วย
ขนาดนั้นสำคัญไฉน


จริงอยู่ที่ว่า ขนาดนั้นมีความสำคัญกับการจัดการแข่งขัน แต่ขนาดที่ว่าไม่ใช่ขนาดความจุผู้ชม หากแต่เป็น “ขนาด” ของสนามหญ้าที่ใช้เตะกันต่างหาก โดยฟีฟ่าอาจจะกำหนดไว้คร่าวๆ ว่า ความกว้างควรอยู่ระหว่าง 45-90 เมตร และความยาวควรอยู่ระหว่าง 90-120 เมตรก็จริง แต่สนามที่จะใช้จัดการแข่งขันระดับทีมชาติได้ จะต้องมีความกว้างอยู่ที่ระหว่าง 64-75 เมตร และความยาวอยู่ระหว่าง 100-110 เมตรเท่านั้น (ส่วนสนามที่ใช้จัดฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายจะมีความกว้างอยู่ที่ 68 เมตร ยาว 105 เมตร)

ในเรื่องของหญ้า ไม่ว่าจะเป็นหญ้าจริงหรือหญ้าเทียมก็ต้องเป็นหญ้าที่ได้รับจากฟีฟ่า เช่นเดียวกับอุปกรณ์สนามต่างๆ อย่าง ลูกฟุตบอล, ตาข่าย, ประตู, เสาธง, สกอร์บอร์ด (น่าสังเกตว่า ป้ายเปลี่ยนตัวนักกีฬา ทางฟีฟ่าหรือเอเอฟซี ไม่ได้มีการกำหนดมาตรฐานไว้ เช่นเดียวกับหลังคาที่ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องมีทุกด้าน) ส่วน โกล ไลน์ เทคโนโลยี แล้วแต่จะมีการตกลง

ขณะที่ความจุของสนาม ทางเอเอฟซีกำหนดว่า ทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติจะต้องจุแฟนบอลได้ขั้นต่ำ 5,000 คน (แต่นัดชิงชนะเลิศเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ที่กำหนดไว้ว่าจะต้องจุผู้ชมได้อย่างต่ำ 40,000 คน) ซึ่งรายการแข่งขันที่จัดขึ้นโดยเอเอฟซียังระบุด้วยว่าอัฒจันทร์จะต้องมีที่นั่งแยกสำหรับกองเชียร์แต่ละคนทุกที่นั่ง และต้องทำจากวัสดุทนไฟ ไม่แตกหักง่าย นอกจากนี้ยังต้องมีรูปทรงที่นั่งสบายรวมถึงมีพนักพิงหลังด้วย

และอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญก็คือ สนามนั้นจะต้องไม่ถูกใช้จัดแข่งขันแมตช์หรือกิจกรรมอื่นตามเวลาที่กำหนด อย่างฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก จะต้องมีการส่งมอบสนามเปล่า (หมายถึงสนามที่ไม่มีภาพหรือข้อความโฆษณา และสัญลักษณ์ทางการค้าหรือโลโก้แบรนด์ต่างๆ) ไม่น้อยกว่า 4 วันก่อนเตะ ไปจนถึง 24 ชั่วโมงหลังเตะ

ส่วนเอเชียน คัพ ที่หนนี้ไม่มีเตะรอบคัดเลือกนั้น จะต้องไม่มีแมตช์หรือกิจกรรมอื่นจัดก่อนหน้าอย่างน้อย 10 วัน ขณะที่เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก สนามต้องห้ามผ่านการใช้งานไม่น้อยกว่า 2 วัน

ฮวงจุ้ยก็มีส่วน

นอกจากนี้เรื่องสถานที่ตั้งยังสำคัญ เพราะเอเอฟซีกำหนดว่า จะต้องอยู่ไกลจากสนามบินนานาชาติไม่เกิน 200 กิโลเมตร และต้องใช้เวลาเดินทางจากสนามบินไปยังสนามไม่เกิน 150 นาที หรือไม่ก็ต้องอยู่ในเมืองที่มีเที่ยวบินเชื่อมต่อจากสนามบินนานาชาติไม่น้อยกว่า 4 เที่ยวต่อวัน

ขณะที่ในรายการฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก สนามที่ใช้เตะจะต้องอยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติไม่เกิน 150 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 2 ชั่วโมง และต้องมีโรงแรมมาตรฐานสูงไว้รองรับทีมเจ้าบ้าน ทีมเยือน และคณะผู้แทนจากฟีฟ่า

หากสนามไหนใช้สำหรับลงฝึกซ้อมอย่างเป็นทางการ ก็จะต้องอยู่ไม่ห่างจากที่พักทีมเยือนมากกว่า 30 กิโลเมตร หรือใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 30 นาที นั่นก็เพื่อลดความเสียเปรียบของทีมเยือนให้น้อยที่สุด

นอกจากนี้บริเวณสนามจะต้องมีร้านขายอาหารและเครื่องดื่มไว้รองรับแฟนบอล รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่ว่าจะห้องแต่งตัวสำหรับนักกีฬาและผู้ตัดสิน, ส่วนที่เป็นออฟฟิศและห้องประชุม, ห้องเก็บอุปกรณ์, ที่นั่งสำหรับเจ้าหน้าที่ๆเกี่ยวข้องและบุคคลสำคัญ, สิ่งอำนวยความสะดวกและพื้นที่สำหรับสื่อและการถ่ายทอดสด, ที่จอดรถ, ห้องสำหรับการแพทย์ และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการด้วย

น้ำไหล ไฟดับ ทำไง?

อย่างที่รู้กันว่า ฟุตบอลเป็นกีฬากลางแจ้ง (แม้เทคโนโลยีสมัยใหม่จะทำให้บางสนามมีหลังคาเลื่อนปิด-เปิดได้ก็ตามที) ทำให้ทางองค์กรลูกหนังจึงต้องหาทางหนีทีไล่ในการจัดการเรื่องธรรมชาติ นอกเหนือจากการจัดแข่งขันด้วยเช่นกัน

อย่างเรื่องไฟสนามสำหรับเตะตอนกลางคืนนั้น นอกเหนือจะมีการกำหนดความสว่างไว้ที่อย่างน้อย 1,200 ลักซ์ ก็จะต้องมีเครื่องสำรองไฟเอาไว้ใช้ในยามไฟตกหรือไฟดับ

ในส่วนของฝนและหิมะ ทางเอเอฟซีได้กำหนดว่าจะต้องมีเครื่องมือหรืออุปกรณ์รวมถึงเจ้าหน้าที่ๆช่วยในการระบายออก ซึ่งเอเอฟซีระบุเป็นตัวอย่างว่าจะเป็น แปรง, พลั่ว หรือ เครื่องเป่าก็ได้ ไม่จำกัดเทคโนโลยีที่ใช้อำนวยความสะดวก

ถึงตรงนี้อาจมีคำถามว่า ถ้าเกิดฝนตก ฟ้าคะนอง หมอกลง ไฟดับ จะทำอย่างไร ตามกฎแล้ว ผู้ตัดสินมีอำนาจในการสั่งยุติเกมชั่วคราว จนกว่าจะกลับมาเล่นได้ใหม่

แล้วสภาพจะต้องหนักขนาดไหนจึงจะต้องยุติการแข่งขัน ก็จนกว่าคณะกรรมการจัดการแข่งขันจะมองว่าไม่สามารถเล่นต่อไปได้ “อย่างสิ้นเชิง” อย่างในเกมฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือกระหว่างอังกฤษกับโปแลนด์ ที่มีอันต้องยกเลิกกลางคัน เนื่องจากสนามกีฬาแห่งชาติกรุงวอร์ซอมีน้ำเจิ่งนองนั่นเอง ซึ่งตามกฎของฟีฟ่าแล้วจะต้องมีการแข่งใหม่ภายใน 24 ชั่วโมง หรือตามแต่ที่ตกลงกันระหว่าง 2 สมาคม

(จริงอยู่ที่สนามดังกล่าวมีหลังคาเลื่อนเปิดปิดได้ แต่ตามระเบียบแล้ว ทางฝ่ายจัดการแข่งขันจะมีการปรึกษากับผู้ตัดสินและเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ทีมก่อนเตะว่าจะเล่นแบบปิดหรือเปิดหลังคา เพราะจะต้องเล่นในสภาวะดังกล่าวจนจบเกม เว้นเสียแต่ว่าสภาพอากาศเลวร้ายจริงๆ จึงจะมีการปิดหลังคาระหว่างเกมเพื่อความปลอดภัยของคนในสนาม)

ด้วยเงื่อนไขอันละเอียดลออทั้งในเรื่อง ขนาด ความจุ และสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้นี่เอง ทำให้การแข่งขันระดับชาติ จึงต้องจัดขึ้นตามสนามที่มีการคมนาคมสะดวกทั้งทางบกและทางอากาศ

เพราะฉะนั้นประสบการณ์ระดับนานาชาติที่แฟนบอลตามภูมิภาคมีโอกาสเข้าถึงได้มากกว่าคือในระดับสโมสร ซึ่งทางสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ พยายามผลักดันให้ทุกสโมสรผ่านคลับ ไลเซนซิ่ง เพื่อที่จะไม่มีผลกระทบต่อการคว้าตั๋วโควต้าเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ของทีมนั้นๆ เพราะหากเสียสิทธิ์ไป ก็เท่ากับเป็นการเสียโอกาสในการสัมผัสประสบการณ์ฟุตบอลในระดับทวีปของตัวเองอย่างน่าเสียดาย

โดยในปีนี้มี 18 สโมสรจากไทยที่ผ่านคลับ ไลเซนซิ่ง ถือว่ามากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในเอเชีย รองจากญี่ปุ่น (45) และจีน (19) มากกว่าเกาหลีใต้และออสเตรเลีย (10) เกือบเท่าตัวเลยทีเดียว

เพราะหากสนามฟุตบอลมีสาธารณูปโภคที่ดี ก็จะสร้างประสบการณ์ที่ดีในการชมเกมการแข่งขัน และเป็นการขยายฐานแฟนบอลในระดับรากแก้ว เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคตนั่นเอง

เขียน / เรียบเรียง : ศุภโชค อ่วมกลัด
ที่ปรึกษา : พาทิศ ศุภะพงษ์
ที่มา : FA Thailand

พูดคุย

พูดคุย