อัพเดตข่าวสารผ่านทาง Line ไม่ตกหล่นทุกข่าวสำคัญ
Add friend ที่ ID : @korballthai

EYE ON SPORTS โดย กษิติ กมลนาวิน ราชวังสัน

ในปัจจุบันโลกเอื้อมมือเข้าไปดูแลคนพิการหลายประการ เรื่องหนึ่งก็คือมีการจัดกีฬาให้แข่ง ทั้งนี้ก็เพื่อเสริมสร้างฟื้นฟูสมรรถภาพกายและใจ ทำให้เขาดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างดียิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ แต่กระบวนการบางอย่างนั้น เท้คนอลอจี้อาจยังไปไม่ถึง จึงต้องใช้วิธีที่ทำได้ตอนนี้ ซึ่งมันดันสร้างวิบากกรรมให้กับคนพิการ จนต้องมีคนส่งเสียงบ่นออกมา

ตั้งแต่ปี 1952 มีการจัดการแข่งขันกีฬาคนพิการในระดับนานาชาติครั้งแรกของโลกที่ประเทศ อังกฤษ ในขณะที่ กีฬาคนพิการระดับโอลิมปิค นั้น เขาจะเรียกว่า พาราลิมปิค เกมส์ (Summer Paralympic Games) ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกในปี 1960 ที่ กรุงโรมา ประเทศอิตาลี ในวันนี้ องค์กรสูงสุดที่ดูแลการจัดการแข่งขันกีฬาคนพิการก็คือ คณะกรรมการพาราลิมปิคสากล (International Paralympic Committee) ที่ก่อตั้งขึ้นที่เมือง ดุ๊สเซ็ลด๊อล์ฟ (Düsseldorf) ประเทศเจอรมานี เมื่อวันที่ 22 กันยายน 1989

นักกีฬาคนพิการที่ผมอยากจะกล่าวถึงคือ แฮนน่า ค้อคร้อฟท์ (Hannah Cockroft) นักกรีฑาคนพิการ ฮวีลแชร์ (Wheelchair) วัย 25 ปี ชาวอังกฤษ เธอเป็นเจ้าของ 5 เหรียญทอง พาราลิมปิค เกมส์ จากรายการฮวีลแชร์ 100 และ 200 เม้ตร ที่ กรุงลอนเดิ้น ปี 2012 และรายการฮวีลแชร์ 100 400 และ 800 เม้ตร ที่ ริโอ เดอ จาเนโร ปี 2016 ทั้งหมดนี้จากความพิการประเภท T34

เขาต้องจำแนกความพิการออกเป็นประเภทและระดับต่างๆก็เพื่อให้คนพิการประเภทเดียวกันได้เข้าแข่งขันในรายการเดียวกัน เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกันน้อยที่สุดนั่นเอง โดยในกีฬาประเภทลู่ ก็ใช้อักษร “T” (Track) ประเภทลาน ก็เป็นอักษร “F” (Field) นอกจากนั้น ยังมีตัวเลขกำกับเพื่อบ่งบอกระดับด้วยว่า พิการแบบไหน มากน้อยเพียงใด เช่น 11-13 คือ บกพร่องทางการมองเห็น (Visual impairment) อันนี้เวลาแข่งนั้น เขาให้มีคนตาดีเป็นเพื่อนร่วมทีมคอยนำทาง เวลารับเหรียญรางวัล หมอนี่ก็ได้รับด้วย

ระดับ 20 คือ ประเภทที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา (Intellectual disability) 31-38 คือ สมองพิการ (Cerebral Palsy – C.P.) อันนี้มีผลให้การประสานงานของการทำงานของกล้ามเนื้อบกพร่อง ส่งผลให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหวและการทรงท่าที่ผิดปกติ เช่น การเกร็งของใบหน้า ลิ้น ลำตัว แขน ขา การทรงตัว การทรงท่าในขณะนั่ง ยืน เดิน ผิดปกติหรืออาจเดินไม่ได้ 41-46 คือ พิการโดยถูกตัดแขนขา (Amputation) ระดับนี้รวมเอาคนพิการประเภทอื่นๆเข้าด้วย รวมทั้ง พวกแคระแกร็น และ ระดับ 51-58 คือ ฮวีลแชร์ (Wheelchair)

ก่อนการแข่งขัน แฮนน่า ต้องเข้ารับการทดสอบสภาพร่างกายใหม่เพื่อประเมินว่า เธอมีความพิการประเภทใด ระดับใด ซึ่งในการสัมภาษณ์สดทางวิทยุ บีบีซี 5 (BBC Radio 5 live) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เธอโอดครวญว่าหลายคนคงคิดว่าการทดสอบความพิการนั้นทำกันอย่างง่ายๆ แค่เข้าห้องตรวจนิดๆหน่อยๆ แล้วแพทย์ก็เขียนใบรับรองระบุมาว่า พิการประเภทใด ระดับไหน แต่ในความเป็นจริงนั้นมันเยอะมาก

นอกจากต้องผ่านการสแกนมาหมด ทั้ง MRI scans และ CT scans ขั้นตอนต่อไป คณะกรรมการจะขอให้เดินให้ดู เธอก็เดินให้ดู แต่ก็ยังถูกสั่งให้เดินอย่างปกติ โดยถูกตั้งสมมุติฐานไว้ก่อนว่า ที่เดินเมื่อสักครู่นั้นมันเป็นการเสแสร้งทำเป็นพิการ และเธอยังถูกผลักถูกดันไปรอบๆ ทำอย่างนี้หลายเที่ยวเหลือเกิน อันนี้เธอให้ความเห็นว่า คนที่ไม่พิการจริงมันจะทำซ้ำแบบเดียวกันไม่ได้เป๊ะ แค่ 2 ครั้งก็เกินพอแล้ว แม้กระนั้น คณะกรรมการยังคงไม่ปักใจเชื่อ 100 เพอร์เซ็นท์ ต้องมีกระบวนการพิสูจน์อีกอย่างหนึ่ง

การช้อตไฟฟ้านับเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด เขาจะเอาขั้วสายไฟมาแปะตรงกระดูกสันหลังที่เป็นข้อๆ ตั้งแต่ลำคอจนถึงก้น แล้วก็ลองเอาไฟช้อตเพื่อดูว่าประสาทส่วนไหนทำงานได้บ้าง ซึ่งมันเจ็บมาก เธอใช้คำว่า “sickening pain” คือ เจ็บจนเอียนเลย แม้เธอจะเข้าใจว่า ต้องมีการตรวจอย่างละเอียดเพื่อป้องกันคนที่แสร้งทำเป็นพิการมาเอาเปรียบคนพิการคนอื่น แต่เธอก็ขอเรียกร้องให้มีการทบทวนกระบวนการขั้นตอนในการทดสอบความพิการเสียใหม่ครับ


CR.

พูดคุย

พูดคุย